
เที่ยวหน้าผาของเมืองจีน ตะลึงไปกับความมหัศจรรย์ของพระใหญ่เล่อซาน พระพุทธรูปที่องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันถูกจัดให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม และธรรมชาติ ด้านการแกะสลักยุคโบราณจาก ยูเนสโก (UNESCO)เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1996 และที่นี่ยังถูกจัดให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของจีนอีกด้วย ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน มีสายน้ำที่ไหลแรงของแม่น้ำต้าตู้ แม่น้ำหมิ่นเจียง และแม่น้ำชิงอี้ มาบรรจบกันใกล้จากเมืองเล่อซาน ชาวจีนเชื่อว่า แม่น้ำ 3 สายนี้ มีเทพคุ้มครองอยู่นานกว่า 1000 ปี
พระพุทธรูปเล่อซาน คือ ผลงานมหึมาที่ถูกแกะสลักจากบนหน้าผาอันสูงชัน ใช้เวลาถึง 90 ปี ในการแกะสลักพระพุทธรูปองค์ใหญ่จนสำเร็จ จากพระเศียรจรดพระบาท ทรงยาวเท่ากับเครื่องบินโบอิ้ง 747 ตัวยีราฟสามารถเข้าไปอยู่ในพระกัณฑ์ได้ ทหาร 50 คน สามารถยืนเรียงเป็นหน้ากระดานบนพระเพลา เทพีเสรีภาพสูงเพียงแค่พระอังสา และแม้กระทั่งนักบาสเหยาหมิ่นของจีน ก็ยังเตี้ยกว่าพระกร การแกะสลักพระพุทธรูปกว่า 223 ฟุต จากหน้าผาสูง คงเป็นงานยาก และเป็นเรื่องที่ท้าทายมาจนถึงทุกวันนี้
รูปแกะสลักประติมากรรมบนหน้าผาแห่งนี้ สามารถดึงดูดผู้คน และนักท่องเที่ยวจีนให้เข้ามาได้ถึง 2 ล้านคน / ปี เพราะความยิ่งใหญ่อลังการขนาดมหึมาที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์กลางเห่งเมืองวัฒนธรรม ข้างทางเดินของหน้าผา เราจะเห็นรูปแกะสลักหินมากมาย ทอดยาวลงไปตามขั้นบันได รูปแกะสลักพระใหญ่เล่อซาน ตั้งอยู่เหนือชายฝั่งแม่น้ำคอยปกป้องสายธารนับพันปี โดยผู้ที่สร้างพระพุทธรูปนี้ คือ พระอาจารย์ไห่ทง พระผู้มีพระวินัยอย่างเคร่งครัด ท่านได้อุทิศตัวให้กับศาสนาพุทธ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 8 ในฐานะเจ้าอาวาสแห่งวัดหยินหลุน แห่งเล่อซาน ท่านรู้สึกเศร้าใจต่อชีวิตในชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำ ท่านจึงหาวิธีการในการคุ้มครองผู้คนจากสายธารที่อันตรายแห่งนี้ ด้วยความพยายามเป็นอย่างมาก ท่านตัดสินใจสร้างพระพุทธรูปยักษ์ ที่จะคอยดูแล และให้พรในช่วงที่แม่น้ำนั้นอันตรายที่สุด เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการผู้โลภมากได้ยินเรื่องเงินก้อนใหญ่ที่พระอาจารย์ได้สะสมไว้ เค้าพยายามขมขู่พระอาจารย์ไห่ทง ให้ละทิ้งแผนการนี้ไป แต่พระอาจารย์ไห่ทงไม่ย่อท้อต่อการรังแกของเจ้าหน้าที่ ท่านจึงประกาศว่าจะยอมควักตาตัวเองดีกว่ายอมสละเงินที่หามาได้เพื่อช่วยผู้คน เจ้าหน้าที่คิดว่าพระอาจารย์เพียงแค่ดีแต่พูดเท่านั้น แต่เค้าเข้าใจผิด หลังจากพระอาจารย์ควักลูกตาของตนเอง
กล่าวกันว่า ก้อนหินที่หลุดล่วงจากบนหน้าผาจากการสร้างพระพุทธรูป ที่หล่นลงไปในแม่น้ำ ทำให้กระแสน้ำลดความเชี่ยวลง พระพุทธรูปหันไปทางทิศตะวันตก นอกเหนือจากตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว พระพุทธรูปจะต้องเหมือนกับภาพดั้งเดิมของพระศรีอริยเมตไตรย์อีกด้วย โดยปกติพระศรีอริยเมตไตรย์จะประทับนั่ง พระบาทสองข้างวางลงบนพื้นดิน เป็นสัญญาณว่าทรงยังไม่ขึ้นต่อบัลลังก์ พระกัณฑ์ยาวเป็นสัญลักษณ์ของการมองเห็นอันยาวไกล พระเนตรเบิกกว้างเพียงขึ้น ด้วยสายพระเนตรที่สงบมีสามาธิ และจุดพระพักตร์ระหว่างพระเนตร คือ ดวงตาที่สาม สัญลักษณ์ของการตื่นรู้ของจิตวิญญาณ ผู้คนที่มาสักการะบูชากล่าวกันว่าพระองค์ คือ สัญลักษณ์แห่งความหวังของอนาคต











